หากคุณสงสัยว่าตัวคุณเป็นโรคมะเร็ง

หลากหลายคนอาจจะค้นพบว่า ตนเองไม่มีความผิดปกติแต่อย่างใด หรือแม้กระทั่งอาการผิดปกติในรูปแบบต่าง ๆ ก็ไม่เคยเกิดขึ้นกับตนเอง เพราะในระยะเวลาที่ผ่านมา ถึงแม้จะเจ็บป่วยบ้าง แต่ก็ยังคงเป็นโรคเจ็บป่วยโดยทั่วไป ที่แพทย์สามารถระบุได้อย่างชี้ชัด กับอาการของโรคและลักษณะตลอดจนกระทั่งขั้นตอนของการรักษา เพื่อให้โรคที่เป็นอยู่นั้นหายขาดโดยเร็ววัน แต่สำหรับบางคน อาจจะค้นพบว่าตนเองมีอาการผิดปกติขึ้นมาบ้าง ไม่มากก็น้อย จนกระทั่งอาการต่าง ๆ เหล่านี้ อาจจะตรงต่อสภาวะเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ เมื่อได้ค้นพบอาการอันน่าสงสัย จึงส่งผลให้หลากหลายคนมีอาการสงสัยให้วุ่นวายใจ ว่าตนเองอาจจะต้องเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเช่นเดียวกันก็ได้ เพราะฉะนั้น ทางที่ดี ถ้าหากคุณกำลังกังวลและเกิดความสงสัยในตนเอง เพราะกลัวจะต้องตกเป็นเหยื่อของโรคมะเร็ง คุณควรปฏิบัติตนดังต่อไปนี้

10.1

1.ศึกษาหากความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ

การศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ จะทำให้คุณได้รับความรู้เพิ่มเติม พร้อมทั้งคุณยังคงได้พบเจอกับลักษณะอาการต่าง ๆ ที่คุณอาจจะกำลังเป็นอยู่ ว่าตรงกับสภาวะเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งชนิดไหนบ้าง และลักษณะหรืออาการที่คุณเป็นอยู่นี้ จะมีสภาวะเสี่ยงมากน้อยขนาดไหน อีกทั้งปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง ก็เป็นข้อมูลดี ๆ อีกข้อมูลหนึ่ง ที่จะทำให้คุณสามารถพิจารณาตนเอง และเกิดความมั่นใจได้มากยิ่งขึ้น

2.ความเข้มแข็งก่อให้เกิดผลดีต่อตนเอง

ถึงแม้ว่าคุณจะพบเจอกับอาการผิดปกติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แต่ถึงอย่างไรคุณก็ไม่ควรที่จะตระหนกตกใจจนเกินไป ถึงขนาดหมดกำลังใจไม่เป็นอันจะทำอะไรทั้งสิ้น ความเข้มแข็งในตัวคุณ จะสามารถทำให้คุณพินิจพิจารณา หรือคุณยังคงสามารถที่จะค้นหาทางออกที่ดีที่สุด เพื่อที่จะทำให้คุณมั่นใจได้ว่า ตัวคุณเองเป็นโรคมะเร็งหรือไม่ ความกลัว ความไม่กล้า ขอให้คุณปล่อยปะละเลยมันออกไปให้หมด และขอให้คุณเข้มแข็ง หยุดคิดอย่างมีสติ และเริ่มต้นค้นหาความเป็นจริงให้กับตนเอง โดยที่คุณอาจจะเข้าพบแพทย์โดยตรง เพื่อที่จะทำการคัดกรองโรคมะเร็ง ถือได้ว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด

10.2

3.การเตรียมตัวเตรียมใจ และคิดแผนการในอนาคต

ถึงแม้ว่าคุณจะยังไม่ทราบ หรือยังไม่รับรู้ได้ว่า ตนเองจะต้องเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ หรือไม่ เพราะฉะนั้น ถ้าหากคุณได้เข้าพบแพทย์ และได้เข้ารับการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งแล้ว ขอให้คุณพยายามใช้สติและใช้ความเข้มแข็ง เพื่อเตรียมตัวและเตรียมใจเอาไว้บ้าง หากคุณจะต้องผิดหวังจนกลายเป็นคนที่โชคร้าย การที่คุณได้ทำการคิดแผนการเอาไว้ล่วงหน้า นับได้ว่าเป็นความคิดที่ดี และทำให้คุณไม่ค้นพบทางตัน เมื่อต้องพบเจอกับความโชคร้ายในครั้งนี้จริง ๆ

4.ทุกครั้งที่เข้าพบแพทย์ ควรพาญาติหรือพี่น้องไปด้วย

ถึงแม้ว่าโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ นับได้ว่าเป็นโรคที่ร้ายแรงอีกชนิดหนึ่ง แต่ถึงอย่างไร ทุกคนในครอบครัวก็ย่อมที่จะอยู่เคียงข้างคุณเสมอ ต่อให้คุณจะต้องพบกับความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งหรือไม่ เพราะฉะนั้น ทุก ๆ ครั้งที่คุณได้เดินทางไปพบแพทย์ ขอให้คุณมั่นใจและนำพาญาติหรือพี่น้องของคุณไปด้วย เพื่อที่พวกเขาจะได้ช่วยฟัง และช่วยกันคิดเพื่อเตรียมการในการรักษาได้อย่างถูกต้องนั่นเอง

รู้เท่าทันมะเร็งเพื่อเอาชนะโรคร้ายได้อยู่หมัด

ทางเลือกของผู้ป่วยมะเร็งนั้นมีแค่ 2 ทางเท่านั้น คือจะต่อสู้หรือจะถอย ถ้าตัดสินใจที่จะสู้ก็ต้องมีใจที่เข้มแข็งอดทน ท่านก็จะมีสิทธิ์ที่จะชนะโรคนี้ได้ แม้จะอยู่ในระยะสุดท้ายจริงๆ ก็อาจสามารถมีอายุยืนยาวต่อไปได้อีก 5-20 ปี เลยทีเดียว แต่ถ้าท่านไม่สู้ เกิดความท้อแท้โอกาสหายแทบไม่มีเลย ถ้าผู้ป่วยอยากจะหายจากมะเร็งต้องปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และคนรอบข้างต้องให้ความช่วยเหลือและให้กำลังใจแก่ผู้ป่วย ซึ่งก็จะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้ป่วยหายเร็วขึ้น ตัวผู้ป่วยเองก็ต้องปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตในการรับประทานอาหาร เพราะการรับประทานแบบเดิม ๆ นั่นแหละที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง

9.1

โดยในระยะแรกๆ ของการปฏิบัติตัวแน่นอนว่าจะต้องรู้สึกลำบากใจแน่ ๆ เพราะยังไม่เคยชิน และผู้ป่วยก็ยังต้องเผชิญกับผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นในระหว่างการรักษา ซึ่งก็ถือว่าเป็นอะไรที่สาหัสทีเดียวสำหรับชีวิตคน ๆ หนึ่ง และเนื่องจากยังไม่มีใครรู้สาเหตุของมะเร็งที่แท้จริง จึงยังไม่สามารถหาวิธีเฉพาะในการรักษามะเร็งให้หายขาดได้ จึงควรพิจารณาใช้วิธีการรักษาแบบผสมผสานให้เหมาะกับบุคคลที่เป็นมะเร็งโดยเฉพาะ วิธีการรักษาคนหนึ่งอาจจะได้ผล แต่ไม่ได้ผลในอีกคนหนึ่งก็เป็นได้ ขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของมะเร็ง

ในทางปฏิบัติจริง ๆ ไม่มีผู้ป่วยคนไหนที่ใช้วิธีเดียวในการรักษามักใช้หลากหลายวิธีมาผสมผสานกัน จากข้อสังเกตจะพบว่าผู้ที่หายจากมะเร็งได้ มักพบในคนที่เป็นมะเร็งระยะแรกและสามารถตรวจพบมะเร็งได้เร็วและได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที และเป็นผู้ที่สามารถบังคับจิตใจตัวเองไม่ให้เครียดได้ มองโลกในแง่ดีหรือปล่อยวางชีวิตได้ มองชีวิตตามความเป็นจริง เป็นผู้ที่เปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตใหม่ เช่นเปลี่ยนมาทานอาหารที่มาจากธรรมชาติ เน้นผัก ผลไม้ เนื้อปลา เป็นต้น เลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เลิกสูบบุหรี่ เลิกเที่ยวเตร่ เลิกพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงทั้งหลาย หันมาทำสิ่งที่เป็นประโยชน์กับชีวิตและร่างกายของตนเอง

9.2

สิ่งสุดท้ายที่อยากจะบอก คือ ให้ลองสวดมนต์ ทำสมาธิวิปัสสนาดู เพราะการปฏิบัติธรรมถึงแม้จะไม่ได้มีผลกับร่างกายโดยตรงแต่ย่อมมีผลต่อจิตใจแน่นอน จะทำให้ใจนิ่งสงบไม่ทุรนทุรายพร้อมที่จะเผชิญกับการรักษาทุกรูปแบบ จากประสบการณ์ของใครหลาย ๆ คน ที่ได้มีโอกาสรับฟังมา ที่สามารถเอาชนะมะเร็งร้ายได้นั้น มีหลายมิติที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน ที่ต้องอาศัยความมีสติ ความเข้มแข็ง และความรู้เท่าทันต่อโรคที่กำลังเผชิญอยู่ ส่วนคนรอบข้างทุกคนตั้งแต่คนในครอบครัว เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงาน และคนรอบข้าง ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ปลุกขวัญกำลังใจให้กับผู้ป่วยให้ลุกขึ้นมาต่อสู้ตามแนวทางการรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสม

และเมื่ออาการทุเลาเบาบางลงหรือหายจากโรคนี้แล้ว ก็ต้องดำเนินชีวิตต่อไปด้วยความไม่ประมาท ต้องไปตรวจตามหมอนัดทุกครั้งเพราะไม่รู้ว่าเจ้ามะเร็งร้ายมันจะกลับมาเยือนอีกเมื่อไหร่ หมั่นออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายเกิดภูมิคุ้มกันเสมือนเป็นเป็นเกราะกำบังที่จะป้องกันตัวจากมะเร็ง ทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ตอนนี้ เน้นเรื่องความสะอาด เรียกได้ว่ามีพฤติกรรมทางสุขภาพที่เปลี่ยนไป ถ้าสามารถปฏิบัติตนได้ตามที่กล่าวมาแล้วก็ถือได้ว่าเป็นผู้ที่รู้เท่าทันมะเร็งอย่างแท้จริง

ของขวัญแต่งงานหรือของชำร่วยงานแต่งสวยๆ ร้านนี้เลยจร้าาา คลิก

ของชำร่วยงานแต่ง

 

Save

มะเร็งกับไมโครเวฟ

คนส่วนใหญ่ เชื่อว่าการทำอาหารด้วยไมโครเวฟ เป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ อันเนื่องมาจากรังสีจากเตาไมโครเวฟ และก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังคงกลัวว่าการใช้เตาไมโครเวฟอุ่นอาหารจะทำให้คุณค่าทางอาหารเสียไป และส่งผลให้อาหารเหล่านั้นเป็นพิษต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายเกิดสารอนุมูลอิสระ และผลสุดท้ายก็จะกลายเป็นมะเร็งในที่สุด ซึ่งข้อสงสัยนี้ก็เป็นหัวข้อที่น่าสนใจและต้องการที่จะหาคำตอบ ซึ่งก็เคยมีรายการทีวีบางช่องถึงกับต้องเชิญผู้เชี่ยวชาญมาทำการทดลองเพื่อพิสูจน์ข้อสงสัยดังกล่าวนี้ แต่ที่จริงแล้วเป็นรายการที่มุ่งเน้นการขายเตาไมโครเวฟ ก็เลยยังไม่ค่อยแน่ใจว่าข้อมูลที่ได้รับจากการทดลองนั้นจะถูกต้องจริงหรือไม่ ผู้เขียนจึงได้ลองไปค้นคว้าหาคำตอบมาจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ จนสามารถสรุปได้ดังนี้

8

จากข้อมูลที่ ผศดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์จากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปิดเผยเอาไว้ในรายการ วิทยาตาสว่าง ว่าเตาไมโครเวฟเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีความปลอดภัย และไม่ได้เป็นอุปกรณ์ที่ให้ความร้อนโดยตรง แต่ใช้การอุ่นอาหารด้วยคลื่นวิทยุที่ทำให้ได้อาหารที่มีคุณภาพซึ่งดีกว่าการหุงต้มแบบปกติ อีกทั้งเตาไมโครเวฟนั้นประกอบด้วยวัสดุที่ป้องกันคลื่นรังสีที่อยู่ภายในไม่ให้ออกมาภายนอก ทำให้มีความปลอดภัยสูงมาก และเราอาจจะเคยได้ยินกันมานานว่าการใช้ไมโครเวฟอุ่นอาหารอาจเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งได้ แต่เรื่องนี้ก็ยังไม่มีผลการศึกษาแน่ชัด โดยนักโภชนาการชื่อดังของต่างประเทศได้เปิดเผยเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า

แม้ไมโครเวฟจะมีวิธีการทำงานด้วยการปล่อยรังสีเข้าไปในโมเลกุลอาหารและสั่นสะเทือนจนเกิดความร้อน แต่รังสีเหล่านี้ก็ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคอย่างแน่นอน เพราะโอกาสที่คลื่นไมโครเวฟที่อยู่ในเตาอบไมโครเวฟจะเข้าไปทำลายเซลล์หนึ่งเซลล์ในสมองของเรานั้นมีเปอร์เซ็นต์น้อยมาก ในการดำเนินชีวิตประจำวันมนุษย์ได้รับอันตรายจากรังสีต่างๆ ในธรรมชาติมากกว่าจะได้รับอันตรายจากคลื่นไมโครเวฟที่มีอยู่ในเตาอบไมโครเวฟเสียอีก เช่น รังสียูวีจากแสงอาทิตย์ที่สามารถทะลุผ่านชั้นผิวหนังของเราและอาจจะทำให้เราเกิดโรคมะเร็งที่ผิวหนังได้ เพราะฉะนั้นจากความเชื่อที่ว่าเตาอบไมโครเวฟสามารถทำให้เกิดโรคมะเร็งได้นั้นก็ไม่เป็นความจริง และยังไม่มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า เตาไมโครเวฟทำให้ผู้ที่ใช้เกิดโรคมะเร็งได้

ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วเป็นข้อพิสูจน์ทางวิยาศาสตร์ และก็เชื่อว่าใครหลาย ๆ คน ถึงแม้จะได้รู้อย่างนี้แล้ว ก็ยังไม่คลายความกังวลเสียทีเดียว แต่ก็อาจจะลดความหวาดกลัวลงไปได้บ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การระมัดระวังป้องกันตัวเองจากความเสี่ยงต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันก็ถือเป็นสิ่งที่ดีและควรปฏิบัติ เพราะหากวันหนึ่งวันใดเกิดโชคร้ายเป็นมะเร็งขึ้นมา ก็อาจจะต้องมานั่งเสียใจทีหลังว่าทำไมก่อนหน้านี้ไม่ป้องกันตัวเอง ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะทำแบบนี้แบบนั้น ซึ่งมันก็สายไปเสียแล้ว

 

 

พืชสวนครัวลดความเสี่ยงจากมะเร็ง

วิธีป้องกันมะเร็งด้วยการรู้จักเลือกรับประทานอาหารก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่สามารถทำได้ไม่ยาก โดยเฉพาะผักและผลไม้นั้น มีสรรพคุณเป็น ยาสมุนไพรในตัวเอง และยังมีสารจากธรรมชาติผสมอยู่ ซึ่งช่วยให้ร่างกายเกิดความสมดุล

7.1

  1. ถั่วเหลือง สารอาหารในถั่วเหลืองมีความสัมพันธ์กับการป้องกันมะเร็ง งานวิจัยจำนวนมากพบว่าการบริโภคถั่วเหลืองช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม (บางคนอาจเข้าใจว่ามะเร็งเต้านมพบเฉพาะในเพศหญิง น้อยคนนักที่จะรู้ว่าที่จริงแล้วมะเร็งเต้านมสามารถพบในเพศชายได้ด้วย เพียงแต่มีโอกาสน้อยกว่าเพศหญิงถึง 10 เท่า เนื่องจากลักษณะของหน้าอกผู้ชายไม่หนาเท่าของผู้หญิง ดังนั้นหากเกิดก้อนผิดปกติจึงพบได้ง่ายและรักษาได้เร็ว) นอกจากนั้น การบริโภคถั่วเหลืองยังป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก ในเพศชายได้อีกด้วย ซึ่งก็มีหลายงานวิจัยที่สนับสนุนประโยชน์ของถั่วเหลืองที่สามารถป้องกันมะเร็งได้ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ว่าปัจจุบันนี้จะพบเห็นว่ามีผู้หันมานิยมดื่มน้ำเต้าหู้กันมากขึ้นเป็นเพราะทำจากถั๋วเหลืองนั่นเอง
  2. กระเทียม นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการวิจัยและพบว่ากระเทียมและหอมมีสารที่มีคุณสมบัติในการป้องกันมะเร็งได้โดยเฉพาะกระเทียมนั้นสามารถป้องกันมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายและช่วยลดน้ำตาลในเลือด ต้านการเหนี่ยวนำการ ลดการเจริญของเซลล์มะเร็ง และลดคอเรสเตอรอลได้อีกด้วย แต่ไม่ควรรับประทานในขณะที่ท้องว่าง เพราะกระเทียมมีฤทธิ์ร้อน จะทำให้ปวดท้องได้ ดังนั้นจึงควรรับประทานกระเทียมหลังอาหารทันที และหากเป็นไข้ ร้อนใน ควรงดกระเทียม เพราะจะทำให้ความร้อนในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น
  3. พริก พริกมีส่วนทำให้อาหารอร่อยขึ้นโดยทำหน้าที่ขยายต่อมรับรสบนลิ้นให้รับรสของอาหารได้ดีขึ้นนั่นเอง นอกจากนั้นยังมีสรรพคุณทางยาอีกด้วย พริกมีส่วนช่วยให้เซลล์มะเร็งตายได้ ดังนั้น การรับประทานอาหารที่มีพริกเป็นส่วนประกอบจึงช่วยต้านมะเร็งได้ อย่างไรก็ตาม พริกเมื่อรับประทานเข้าไปอาจทำให้มีความระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อทั้งในช่องปากและกระเพาะอาหาร ดังนั้น หากรับประทานมากเกินไปก็จะทำให้เนื้อเยื่ออักเสบ บวม และแสบร้อนได้ เมื่อทราบเช่นนี้แล้ว จึงควรรับประทานพอประมาณ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคกระเพาะไม่ควรบริโภคพริกและอาหารรสจัด

7.2

  1. ข่า นักวิจัยชาวต่างชาติที่มีโอกาสลิ้มลองอาหารไทยได้ศึกษาถึงสรรพคุณของสมุนไพรไทยที่อยู่ในต้มยำกุ้ง จนได้งานวิจัยออกมาพบว่าข่ามีสารเคมีธรรมชาติซึ่งมีหน้าที่ในการแอนติออกซิแดนท์ จึงมีส่วนช่วยในการป้องกันมะเร็งได้ ดังนั้น เราควรรับประทานอาหารที่มีข่าเป็นส่วนประกอบ แต่ควรต้มให้สุกก่อน เพราะการรับประทานข่าดิบจะก่อให้เกิดพิษกับร่างกายได้ เช่น นำไปทำเป็น ต้มยำ ต้มข่า ส่วนขิงนั้นถือเป็นพืชกลุ่มเดียวกับข่า สามารถรับประทานได้ทั้งดิบและสุข และยังมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการท้องอืดและช่วยให้ร่างกายอบอุ่น ข้อสังเกตคือพืชในตระกูลขิง เช่น ขิง, ข่า, ขมิ้น, กระชายเหลือง, กระชายดำ ล้วนแล้วแต่มีสรรพคุณในการต้านอนุมูลอิสระและต้านมะเร็งแทบทั้งสิ้น

เมื่อทราบถึงคุณประโยชน์ของพืชผักสวนครัวพื้นบ้านของเราเช่นนี้แล้ว ก็ควรที่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อชีวิตและสุขภาพของเรา เพราะไม่ต้องลงทุนอะไรมาก และไม่ต้องขวนขวายหามาอย่างยากลำบาก แต่ประโยชน์ที่ได้รับช่างคุ้มค่าเหลือเกินกับชีวิต

ความรู้เรื่องวิธีคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

เนื่องจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในปัจจุบันมีผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งชนิดนี้เป็นจำนวนมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้แพทย์พยายามทำการตรวจวินิจฉัย และทำการคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ให้กับผู้ป่วยอย่างเคร่งครัด ส่วนวิธีการคัดกรองก็นับได้ว่ามีอยู่หลากหลายวิธีด้วยกัน หากเป็นวิธีที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว และประหยัดที่สุด ก็คงต้องยกให้กับการตรวจวินิจฉัยด้วยเลือด ที่เราอาจจะมองไม่เห็นในอุจจาระ แต่ผู้ป่วยจำเป็นจะต้องเก็บตัวอย่างอุจจาระบางส่วน เพื่อส่งให้กับห้องตรวจหรือห้องปฏิบัติการ ซึ่งถ้าหากผลลัพธ์ออกมาเป็นผลบวก ผลลัพธ์นี้สามารถบ่งบอกได้ว่า ในอุจจาระมีเลือดปะปนอยู่ เพราะฉะนั้นผู้ป่วยจำเป็นจะต้องเข้ารับการรักษา โดยขอคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ กับการรักษาในขั้นตอนต่อ ๆ ไป

6.1

การตรวจด้วยเทคนิคการถ่ายภาพทางรังสีวิทยา

สำหรับการตรวจโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ด้วยเทคนิคการถ่ายภาพทางรังสีวิทยา นับได้ว่าเป็นการตรวจค้นหาโรคมะเร็งอีกรูปแบบหนึ่ง ที่แพทย์อาจจะต้องใช้กระบวนการสวนแป้ง และทำการถ่ายภาพลำไส้ใหญ่ผ่านเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ แต่ในส่วนของวิธีนี้ นับได้ว่าเป็นวิธีการตรวจแบบคัดกรองที่ได้รับความนิยมเช่นกัน

การตรวจค้นหาโรคมะเร็งด้วยการส่องกล้อง

การตรวจค้นหาโรคมะเร็งด้วยการส่องกล้อง นับได้ว่าเป็นการคัดกรองโรคมะเร็งอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งวิธีนี้นับได้ว่าเป็นวิธีการคัดกรองโรคมะเร็งที่ได้รับความนิยมอย่างสูงสุด อีกทั้งยังคงให้ข้อมูลที่มีความแม่นยำเป็นอย่างมาก โดยการส่องกล้องในแต่ละครั้ง เป็นการส่องกล้องที่ลำไส้ใหญ่โดยตรง หากค้นพบความผิดปกติเมื่อไหร่ แพทย์จะยังสาสมารถทำการรักษาในขั้นตอนต่อ ๆ ไปได้อีกด้วย

6.2

การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยตัวเองผ่านอุปกรณ์

ในปัจจุบัน เทคนิคและนวัตกรรมทางการแพทย์ ได้ส่งเครื่องมือหรืออุปกรณ์ ที่ช่วยทำให้ผู้ป่วยสามารถคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ด้วยตนเอง ผ่านอุปกรณ์เฉพาะทาง ซึ่งอุปกรณ์ชนิดนี้สามารถใช้งานได้อย่างง่าย ๆ แต่ต้องอาศัยความรู้และความเข้าใจเข้าช่วย ซึ่งกระบวนการและขั้นตอนในการตรวจ นับได้ว่ามีอยู่เพียงแค่ไม่กี่ขั้นตอนเท่านั้น

  • ให้หมุนอุปกรณ์เพื่อเปิดหัวหลอด หลังจากนั้นให้ดึงก้านอุปกรณ์ออกมา และนำก้านอุปกรณ์จุ่มในอุจจาระตัวอย่าง ที่คุณได้ทำการเก็บเอาไว้แล้ว ซึ่งการจุ่มจำเป็นจะต้องจุ่มถึง 5 – 6 ครั้ง โดยแต่ละครั้งต้องเป็นจุดที่แตกต่างกัน
  • หลังจากนั้นให้นำก้านอุปกรณ์ใส่กลับลงไปในหลอดอีกครั้ง และให้เขย่าหลอดอุปกรณ์ให้ทั่ว เพื่อให้ตัวเจือจางผสมเข้าด้วยกัน
  • เมื่อเขย่าหลอดอุปกรณ์แล้ว ให้หมุนที่ปลายหลอดอีกครั้ง และทำการดึงฝาปิดสีเขียวออก เพื่อที่น้ำยาจะสามารถหยดบนแผ่นทดสอบได้
  • เมื่อหยดน้ำยาลงบนแผ่นทดสอบแล้ว ให้ผู้ป่วยรอประมาณ 10-15 นาที ซึ่งเครื่องตรวจสอบจะมีแถบสีปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน โดยจะมีช่อง C และ T หากแถบสีขึ้นที่ช่อง T ช่องเดียว ผลคือไม่สามารถใช้ผลการตรวจนี้ได้ แต่ถ้าหากแถบสีขึ้นทั้งสองช่อง ผลคือผู้ป่วยมีลักษณะและอาการที่ผิดปกติ  และถ้าหากแถบสีขึ้นที่ช่อง C เพียงช่องเดียว ผลคือ ผู้ป่วยไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด

ทั้งหมดนี้คือวิธีการคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งจากข้อมูลดังกล่าวมีทั้งวิธีการแบบให้แพทย์ตรวจรักษา และทำการคัดกรองอย่างเป็นระบบ และมีวิธีที่ผู้ป่วยสามารถคัดกรองด้วยตนเอง ซึ่งนับได้ว่าเป็นวิธีเบื้องต้น ที่ผู้ป่วยทุกคนจะสามารถทำได้นั่นเอง

ข้อมูลเกี่ยวกับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

ข้อมูลเกี่ยวกับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ นับได้ว่าเป็นข้อมูลที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากในปัจจุบัน มีผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มากยิ่งขึ้น และมีผู้ป่วยส่วนใหญ่ต้องเกิดอาการเสี่ยง ต่อการเป็นโรคมะเร็งเสียส่วนมาก เนื่องจากด้วยลักษณะทางด้านปัจจัยสิ่งแวดล้อม หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมของผู้ป่วยเองโดยตรง

เมื่อมีปัจจัยที่ก่อให้เกิดผลเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งมากยิ่งขึ้น ยิ่งจะส่งผลทำให้เกิดสภาวะความเสี่ยง ต่อการเป็นโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ มากยิ่งขึ้นเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ จึงนับได้ว่าเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ ซึ่งทุกคนสามารถค้นหาและทำการศึกษาได้ง่าย ๆ ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ หรือตามสถานที่โรงพยาบาลทุกแห่ง แต่สำหรับวันนี้ ในส่วนของข้อมูลเบื้องต้น เกี่ยวกับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ทางเราขอนำเสนอเพื่อที่จะให้ผู้อ่านทุกท่าน ได้ติดตามและศึกษาข้อมูลเบื้องต้นเหล่านี้ไปพร้อม ๆ กันค่ะ

5.1

กลุ่มประชากรที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

สำหรับกลุ่มประชากร ที่นับได้ว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่นั้น คงต้องยกให้กับกลุ่มประชากรที่มีอายุมากกว่า หรือมีอายุเท่ากับ 50 ปีขึ้นไป อีกทั้งกลุ่มบุคคลที่มีบุคคลในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือแม้กระทั่งกลุ่มบุคคลที่กำลังเป็นโรคลำไส้ใหญ่อักเสบชนิดที่สามารถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้นั่นเอง เพราะฉะนั้น ถ้าหากคุณกำลังเกิดอาการสงสัย จนกระทั่งเกิดความไม่มั่นใจในตนเอง ว่าตนเองจะมีความเสี่ยงมากหรือน้อยขนาดไหน คุณสามารถเข้าพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ทันที โดยเฉพาะแพทย์ที่ชำนาญการเฉพาะด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องตกเป็นผู้ที่ต้องเสี่ยงกับการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยตรง

การป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

ในส่วนของการป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ผลการวิจัยส่วนใหญ่บ่งบอกได้ว่า โรคมะเร็งส่วนใหญ่สามารถป้องกันได้ อย่างเช่นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากติ่งเนื้อขนาดเล็ก ซึ่งติ่งเนื้อจะมีขนาดประมาณปลายนิ้วก้อยเท่านั้น ถ้าหากมีการปล่อยทิ้งเอาไว้ ติ่งเนื้อที่เป็นอยู่ก็จะกลายเป็นโรคมะเร็งในที่สุด ซึ่งระยะเวลา 5 – 10 ปี ติ่งเนื้อที่เป็นอยู่จะสร้างผลเสียทันที เพราะฉะนั้น ถ้าหากตรวจค้นพบติ่งเนื้อภายในร่างกายหรือลำไส้ใหญ่ ผู้ป่วยไม่ควรรั้งรอ และควรเร่งที่จะขอคำปรึกษาจากแพทย์ เพื่อทำการตรวจรักษาโดยการตัดติ่งเนื้อที่เป็นอยู่ เพื่อที่จะป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ให้ได้มากที่สุด

ถึงแม้ไม่มีอาการ ก็สามารถเข้ารับการตรวจรักษาในเบื้องต้นได้

การป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ดีที่สุด คือ การเข้ารับการตรวจรักษา เพื่อให้แพทย์ได้ทำการวินิจฉัยในเบื้องต้น ต่อให้คุณไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด แต่การที่คุณไม่มีอาการผิดปกติ ก็ไม่มีบ่งบอกว่าคุณจะไม่ได้เป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เพราะฉะนั้นแล้ว ทุก ๆ ระยะคุณควรเข้าพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจและคัดกรองโรคมะเร็ง เพราะการกระทำเช่นนี้ นับได้ว่าเป็นเกราะกำบังโรคมะเร็งที่ได้ผลดีที่สุดค่ะ

รักษามะเร็งด้วยสมุนไพร

มะเร็งคือโรคร้ายชนิดหนึ่งที่รักษาให้หายขาดได้ยาก ถึงแม้ปัจจุบันจะมีการพัฒนาในเรื่องของยาหรือเครื่องมือแพทย์แผนใหม่ รวมถึงมีวิธีการรักษาหลากหลายรูปแบบด้วยกัน อาจโดยผ่าตัด ฉายแสง หรือให้ยาเคมีบำบัด ซึ่งการผ่าตัดนับว่าเป็นหนทางที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับคนป่วย ถ้าอาการไม่หนักจนเกินไปคือก้อนมะเร็งไม่โต การผ่าตัดเอาชิ้นเนื้อร้ายออกไปก็อาจหายขาดได้ในมะเร็งบางประเภท เช่น มะเร็งเต้านม หรือมะเร็งมดลูก แต่ถ้าเป็นมะเร็งที่อวัยวะสำคัญเช่นตับ ไต หัวใจ ปอด การผ่าตัดก็เป็นผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสุขภาพในระยะยาวของผู้ป่วย เพราะอวัยวะสำคัญจะต้องถูกเฉือนออกไปบางส่วน อวัยวะที่เหลือก็ทำงานได้ไม่เต็มที่

4.1

แต่ถึงอย่างไรก็ยังดีกว่าการฉายรังสีและให้เคมีแก่ผู้ป่วย ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจทำให้มะเร็งหายไปจากอวัยวะนั้น ๆ ได้จริง แต่มันก็ทำลายส่วนประกอบอื่น ๆ ของร่างกายไปด้วย อาการหายป่วยจากมะเร็งนั้นจะเป็นการหายแบบความสุขสบายในชีวิตหายไป และนอนรอวันตายร่นเข้ามาในวันใดวันหนึ่งในระยะใกล้ ๆ ที่เห็นได้ชัดคือร่างกายคนป่วยผอมเหลือง ผมร่วง ร่องรอยความสดใสของชีวิตขาดหายไป และก็มีหลาย ๆ ครั้ง ที่ผู้ป่วยจะรู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง อันเนื่องมาจากความเจ็บปวดที่ได้รับระหว่างการรักษา

ดังนั้น ก็เป็นเรื่องปกติ ที่หลาย ๆ คนจะมองหาซึ่งวิธีการรักษาที่ไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดและทรมาน การรักษาหรือบำบัดด้วยยาสมุนไพรจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ป่วยมะเร็งในปัจจุบันนี้ การรักษามะเร็งด้วยยาแผนโบราณและแผนปัจจุบันนั้นมีจุดหมายที่เดียวกันคือทำให้เชื้อมะเร็งหายไปจากร่างกายของผู้ป่วย แต่วิธีการนั้นแตกต่างกัน ยาสมุนไพรนั้นใช้รักษาโดยอาศัยหลักการฟื้นฟูสภาพอวัยวะภายในที่สำคัญให้มีพลังขึ้นมาต่อสู้กับโรค โดยยาสมุนไพรจะมุ่งเน้นการรักษาฟื้นฟูต่อมน้ำเหลืองและไขกระดูกซึ่งมีหน้าที่สร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกายให้มีคุณภาพแข็งแรงจนเอาชนะโรคร้ายได้ สมุนไพรที่หมอแผนโบราณใช้รักษาโรคมะเร็งนั้นต้องเป็นสมุนไพรที่เกี่ยวข้องกับต่อมน้ำเหลือง บำรุงเลือด บำรุงกำลัง บำรุงกระดูก

 4.2

การเลือกสมุนไพรก็ต้องเป็นไปตามหลักปรัชญาแพทย์แผนโบราณ ผู้ที่ตั้งใจจะรักษาโรคมะเร็งด้วยสมุนไพรนั้น ก็ต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางศาสตร์นี้โดยตรง ความเป็นไปได้ในการที่จะหายหรือบรรเทาอาการก็ย่อมจะมี โดยผู้เชี่ยวชาญจะต้องเป็นผู้ที่รู้จักหยิบเอาสมุนไพรแต่ละชนิดมาผสมผสานกันอย่างกลมกลืน ด้วยสัดส่วนที่เหมาะสม เช่นการรักษาโรคมะเร็ง ก็ใช่ว่าจะนำเอาสมุนไพรอย่างหนึ่งอย่างใดมาสกัด ก็ต้องผสมผสานกับสมุนไพรตัวอื่นด้วย เพื่อมุ่งสู่หลายจุดหมาย เพื่อแก้น้ำเหลือง เพื่อขับพิษร้าย เพื่อบำรุงโลหิต เพื่อบำรุงหัวใจ เพื่อปรุงรสและกลิ่นให้น่ารับประทาน

การปรุงยาจึงเต็มไปด้วยศาสตร์และศิลป์ของแต่ละหมอ จึงเป็นศาสตร์ที่เรียนรู้ได้ แต่เลียนแบบกันไม่ได้ เช่นเดียวกัน สูตรยาสมุนไพรที่มีเขียนในตำราก็มีมาก ที่เผยแพร่ตามตำราของทางการก็มี ที่เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านก็มี ขึ้นอยู่กับว่าใครจะนำไปทดลองใช้หรือนำไปต่อยอดในแนวทางที่เป็นประโยชน์ ก็น่าจะเป็นเรื่องดีไม่น้อยทีเดียว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องมีความเข้าใจถึงคุณและโทษของสมุนไพรนั้น ๆ อย่างแท้จริงด้วย

 

สุขภาพจิตกับมะเร็ง

เชื่อหรือไม่ว่าสุขภาพจิตมีความเชื่อมโยงกับโรคมะเร็งได้ เพราะโรคมะเร็งเป็นโรคเรื้อรังและส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของผู้ป่วยและญาติมิตรเป็นอย่างมากไม่แพ้โรคเรื้อรังอื่น ๆ เนื่องจากว่าในระหว่างที่ผู้ป่วยรับการรักษาตัวนั้น ต้องเผชิญกับภาวะความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งจากความคิด ความรู้สึกจากตัวผู้ป่วยเอง และจากแนวทางการรักษาที่มีผลต่อร่างกายและจิตใจต่อผู้ป่วยโดยตรง สิ่งที่ผู้ป่วยต้องการเป็นอย่างมาก คือ กำลังใจ ในขณะเดียวกันญาติผู้ป่วยและคนรอบข้างก็ต้องการกำลังใจดังกล่าวนี้ด้วย ตัวอย่างเช่น ที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศที่พบว่ามีอัตราการฆ่าตัวตายสูงอันเนื่องมาจากความเครียด

3.1

โดยหนึ่งในสาเหตุของการฆ่าตัวตาย ก็คือ ต้องการหนีจากสภาพที่ต้องคอยดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็ง ไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ พี่ น้อง หรือญาติของตนก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าผู้ป่วยจะมีสภาวะอารมณ์ที่แปรปรวน หงุดหงิด โมโหง่าย ไม่ต้องการให้ใครมาขัดใจ เรียกได้ว่าลักษณะนิสัยและอารมณ์เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว เมื่อเทียบกับช่วงที่ยังไม่ป่วย เพราะเหตุนี้เอง คนญี่ปุ่นจึงหนีปัญหาดังกล่าวด้วยการฆ่าตัวตาย เพราะรู้สึกรับไม่ได้กับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของบุคคลใกล้ชิด และเหนื่อยกับการที่ต้องทนแบกรับความรู้สึกทุกข์ทรมานของผู้ป่วยเอาไว้ได้ รวมถึงรู้สึกทนไม่ไหวที่ต้องเห็นสภาพที่เลวร้ายทั้งด้านอารมณ์และร่างกายของบุคคลอันเป็นที่รัก และก็คิดว่าเหตุการณ์ในลักษณะนี้ก็คงมีโอกาสเกิดกับประชากรในประเทศอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

ดังนั้น การดูแลสุขภาพจิตถือเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างมาก สำหรับตัวผู้ป่วยเองและบุคคลใกล้ชิด เพื่อให้สามารถประคับประคองผู้ป่วยให้ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องจนจบขั้นตอนการรักษา รวมถึงช่วยประคับประคองความรู้สึกของบุคคลใกล้ชิดที่คอยดูแลผู้ป่วย ให้สามารถมีส่วนร่วมในการรักษาพร้อมไปกับผู้ป่วยได้ตลอดรอดฝั่ง ในเบื้องต้น เราสามารถที่จะประเมินปฏิกิยาของผู้ป่วยเมื่อรับทราบว่าตนเองเป็นมะเร็งได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพื่อจะได้ประเมินสถานการณ์สำหรับเตรียมความพร้อมที่จะรับมือในการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็ง โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมีลักษณะอาการดังต่อไปนี้

3.2

– ช๊อคตกใจ  ภาวะนิ่งชะงักเมื่อได้รับข่าวร้าย

– ปฏิเสธ จิตใจยังไม่สามารถยอมรับข้อมูลที่เป็นสิ่งคุกคามต่อความปลอดภัยในชีวิตได้ มีการปฏิเสธ รูปแบบพฤติกรรมอาจเป็น ขอตรวจซ้ำ เปลี่ยนที่ตรวจ หรือเพิกเฉยเสมือนไม่เคยรับรู้ข้อมูลนี้เลย

– โกรธ แปรรูปมาจากความคิดว่า “ทำไมต้องเป็นฉัน” “ทำไมไม่เป็นคนอื่น” และอาจระเบิดอารมณ์ผิดหวังนี้ต่อคนใกล้ตัว คนแจ้งข่าว บุคลากรที่รักษา หรือแม้แต่โกรธตัวเอง

– ต่อรองกับความคิด โดยคิดบนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า สิ่งร้ายที่จะมาอาจไม่ร้ายอย่างที่คิด อาจมีทางบรรเทาหรือรักษาให้หาย หลายท่านไปหันไปหาการรักษาแผนต่าง ๆ นอกเหนือจากการรักษาแผนปัจจุบัน ผู้เป็นโรคอาจเกิดหรือสร้างความหวังเกินจริงจากการรักษาได้ หรือเข้าข่ายหลอกตัวเองนั่นเอง

– เศร้า เมื่อข่าวร้ายยังคงอยู่ รู้สึกหมดหวังในการต่อสู้ต่อรอง ปฏิเสธทางช่วยเหลือที่คนอื่นเสนอเพราะไม่เห็นทางออกที่ดีเลยในโรคที่เป็น  คิดโทษตัวเองต่าง ๆ นานา ข้อนี้ต้องระวังเป็นพิเศษเพราะอาจส่งผลให้ผู้ป่วยกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้

3.3

จิตใจของผู้ป่วยโรคมะเร็งนั้นมีความบอบบางและอ่อนไหวเป็นพิเศษ เพราะจมกับความฝังใจที่ว่าเป็นโรคที่ไม่มีโอกาสหาย ดังนั้น คนใกล้ชิดจึงมีบทบาทสำคัญในการที่จะประคับประคองผู้ป่วย ปรับทัศนคติของผู้ป่วยให้มองโลกมองชีวิตในเชิงบวกมากยิ่งขึ้น ก็เพื่อประโยชน์ทั้งต่อตัวผู้ป่วยเองและคนใกล้ชิด ให้มีสภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง พร้อมที่จะเผชิญความเลวร้ายไปด้วยกัน จนบรรลุความสำเร็จในการรักษาในที่สุด ถึงแม้บางครั้งจะพบว่าโอกาสรอดแทบไม่มี แต่อย่างน้อยก็ช่วยทำให้จิตใจและความรู้สึกของผู้ป่วยไม่เลวร้ายจนเกินไปนัก และสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับช่วงเวลาที่ยังเหลืออยู่ของชีวิตได้

 

มะเร็ง ค้นพบเร็วรักษาได้เร็ว

ตั้งแต่เล็กจนโต เรามีทัศนคติที่ไม่ดีมากมายเกี่ยวกับโรคมะเร็ง บางคนคิดว่ามะเร็งเป็นโรคที่ใครเป็นแล้วจะต้องเสียชีวิตอย่างเดียวเท่านั้น หากทราบข่าวว่าใครเป็นโรคมะเร็ง ก็จะมีการแสดงความเห็นอกเห็นใจและสงสารห่วงใยผู้ที่เป็นโรคมะเร็งขึ้นมาทันที นอกจากนั้น ก็มองว่ามะเร็งคือ “เนื้อร้าย” จะต้องรีบกำจัดออกไปให้พ้นๆ เสีย หลายคนจึงรู้สึกกลัวโรคมะเร็ง ไม่อยากเป็น และไม่อยากให้คนที่รักเป็นมะเร็งด้วยเหตุผลทั้งปวง

2.1

แต่ทราบหรือไม่ว่า โรคมะเร็งนั้นไม่ได้ร้ายกาจกว่าโรคอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน หรือโรคหัวใจเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามโรคมะเร็งหลายชนิดสามารถรักษาให้หายขาดได้ เนื่องจาก ในปัจจุบันนี้ วิทยาการทางการแพทย์ด้านการรักษาโรคมะเร็งก็มีความก้าวหน้าและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตรวจพบเร็ว รักษาเร็ว หายเร็ว ปัจจุบันนั้นโรคมะเร็งส่วนใหญ่สามารถรักษาหายได้ แต่โอกาสหายขึ้นอยู่กับความรุนแรง และลักษณะการเจริญเติบโตของมะเร็งที่พบ

เนื่องจากวิทยาการรักษาโรคมะเร็งที่ทันสมัย บวกกับความก้าวหน้าของเครื่องมือคัดกรองโรคมะเร็งต่างๆ ทำให้ตรวจพบการก่อตัวที่ผิดปกติของเซลล์เร็วขึ้น ส่งผลให้โอกาสในการรักษามีมากขึ้นตามไปด้วย การรักษาเมื่อเกิดการลุกลามแล้วจึงยากกว่าการรักษาแต่ต้น โอกาสหายเป็นปกติจึงน้อยลง แนวทางที่จะรอดจากมะเร็งก็คือ “ลด” การเกิดด้วยการ “ค้นหา” ให้พบเร็วที่สุด เพื่อหาวิธีรักษาให้หาย นี่คือความหวังในการลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งนั่นเอง

ปัจจุบันมีศูนย์มะเร็งเกิดขึ้นมากมายในประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการในการรักษาโรคมะเร็งของประชากรที่มีเพิ่มมากขึ้น ก็ถือเป็นอีกแห่งหนึ่งซึ่งมีความพร้อมทั้งเครื่องมือและเทคโนโลยีในการรักษา และมีความครบถ้วนทั้งองค์ความรู้ของแพทย์และบุคลากรหลายสาขา ซึ่งมีการวางแผนการรักษาร่วมกัน ยิ่งไปกว่านั้น พบว่าปัจจุบันความเสี่ยงต่ออาการแทรกซ้อนจากการรักษานั้นลดลง เนื่องจากความก้าวหน้าในการผ่าตัด ทำให้โอกาสในการรักษาด้วยวิธีการต่างๆ ดีขึ้น

Senior patient talking with young doctor

โดยวิธีการรักษาโรคมะเร็งที่ดีนั้นมี 3 ประเภทหลัก ได้แก่ การผ่าตัด การรักษาด้วยการให้ยา และการฉายรังสี (ก้อนมะเร็ง) แต่ทั้งนี้จะต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ในการเลือกใช้วิธีการรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม การตรวจคัดกรองมะเร็ง จัดว่าเป็นการรักษาแบบเชิงรุก สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้หายขาดจากการเป็นมะเร็งก็คือ การค้นพบมะเร็งตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม เพื่อนำไปสู่การวางแผนรักษาที่เหมาะสม ทำให้โอกาสรอดชีวิตเพิ่มขึ้น จะทำให้โอกาสของคนที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งได้ค้นพบมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มแรก จนกระทั่งสามารถรักษาหายได้ และทำให้คนที่เป็นมะเร็งมีโอกาสมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพได้ รวมถึงการหมั่นสังเกต ดูแลตนเอง ลดปัจจัยเสี่ยงในด้านต่าง ๆ ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการป้องกันมะเร็ง

แต่สิ่งที่พึงกระทำอย่างยิ่ง คือ หลีกเลี่ยงการรับประทานของที่ไม่มีประโยชน์ เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารปิ้งย่าง หรืออาหารจำพวกไขมัน เพราะจะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงได้ดี แม้ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ไม่เกิดโรคมะเร็งอย่างถาวรก็ตาม รวมถึงการรับประทานอาหาร 5 หมู่ อย่างสมดุลก็เป็นสิ่งที่จำเป็น และการออกกำลังกายเป็นประจำก็จะทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง สร้างสมดุลให้อวัยวะต่างๆ ได้มากขึ้น โอกาสที่จะเป็นโรคมะเร็งก็จะลดน้อยลงไปได้

 

 

ดูแลตนเองให้รอดพ้นจากมะเร็ง

ปัจจุบันนี้ โรคภัยไข้เจ็บเข้ามาคุกคามต่อชีวิตของมนุษย์มากยิ่งขึ้น การใช้ชีวิตให้ห่างไกลความเจ็บป่วยต่าง ๆ ถือเป็นเรื่องที่ยากลำบากพอสมควร เพราะไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน สภาวะแวดล้อม หรือแม้แต่สภาพจิตใจ ในสังคมยุคใหม่นี้ ก็ล้วนแต่เป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคได้ทั้งนั้น โดยเฉพาะมะเร็งที่หลายคนกลัวนักกลัวหนา แต่จะทำอย่างไรไม่ให้โรคมะเร็งเข้ามากล้ำกรายในชีวิต วันนี้จึงจะมาแนะนำเกี่ยวกับวิธีการดูแลรักษาตัวเองเพื่อให้ห่างไกลจากโรคมะเร็ง

Doctor Showing Digital Tablet To Patient

หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่

หลายคนก็คงตระหนักดีถึงพิษภัยของการสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะมันคือการเพาะเชื้อมะเร็งดีๆ นี่เอง แต่เท่าที่สังเกต คนเราทุกวันนี้ก็ไม่ค่อยจะเกรงกลัวกันสักเท่าไหร่นัก รู้ทั้งรู้ว่าทำแล้วจะก่อให้เกิดผลร้ายต่อสุขภาพ เนื่องจากแอลกอฮอล์และสารนิโคตินในบุหรี่จะทำให้ปอดทำงานหนักและส่งผลให้เป็นมะเร็งปอดในที่สุด

หลีกเลี่ยงการนอนดึก

ใครที่นอนดึกเป็นปกตินิสัยล่ะก็ รู้เอาไว้เลยว่าการนอนดึกไม่ส่งผลดีต่อร่างกายเลย ทั้งจะทำให้นอนไม่เต็มอิ่ม ร่างกายทรุดโทรม ผิวหนังไม่สดใส และที่สำคัญคือจะทำให้ร่างกายไม่มีฮอร์โมนต่อต้านสารมะเร็งที่ร่างกายหลั่งออกมา และยังทำให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย

หลีกเลี่ยงความเครียด

คนส่วนใหญ่มักจะมองข้ามปัจจัยข้อนี้ไป แต่ทราบหรือไม่ว่า ความเครียดนั้นเป็นตัวการที่สำคัญที่ทำให้ร่างกายของคุณหลั่งสารบางอย่างออกมาหล่อเลี้ยงเซลล์มะเร็งให้เจริญเติบโต ดังนั้น พวกเราก็อย่าคร่ำเคร่ง จริงจังกับการทำงานหรือการใช้ชีวิตเกินไปนัก เรื่องไหนที่สามารถปล่อยวางได้ก็จงทำ หาช่วงเวลาไปพักผ่อนหย่อนใจเพื่อลกภาวะความเครียดในจิตใจลงบ้าง

1.2

เสริมสร้างวิตามินให้กับร่างกาย

เราสามารถได้รับวิตามินต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายได้จากผักและผลไม้ โดยวิตามินนี้เหล่านี้จะทำหน้าที่ในการต้านเชื้อมะเร็งและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย

หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่ร้อนจัดเกินไป

การรับประทานอาหารที่ร้อนเกินไปนั้นย่อมไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพแน่นอน เพราะการที่เรารับประทานของร้อนๆ เป็นประจำนั้น ความร้อนไปลวกให้เซลล์หลอดอาหารจนเกิดการอักเสบได้ เมื่อเกิดการอักเสบทุกวันนั้นก็จะมีโอกาสเปลี่ยนไปเป็นเซลล์มะเร็งได้ง่ายขึ้น

หลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นปัจจัยเสี่ยง

ทราบมั้ยคะว่า อาหารการกินที่เรารับประทานเข้าไปแล้วอร่อยลิ้นนั้น แท้ที่จริงแล้วมีภัยอันตรายแอบแฝงอยู่ ถ้าเราไม่รู้จักเลือกที่จะรับประทาน เพราะอาหารบางอย่างนั้นเป็นแหล่งอาหารชั้นหนึ่งของมะเร็งที่จะใช้ในการเจริญได้ดี  ดังนั้น ควรหันมาบริโภคผัก ผลไม้และอาหารที่ไม่ก่อให้เกิดปัจจัยเสี่ยง เช่น อาหารที่มีไขมันเยอะ อาหารปิ้งย่าง อาหารรสจัด เป็นต้น

1.3

ไม่ทำให้คอเลสเตอรอลลดต่ำ

สาวๆ หลายคนนั้นไม่กล้ากินและพยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูงเพราะกลัวอ้วน แต่ขอบอกว่าอย่ากลัวจนเกินไปนัก เพราะเมื่อใดก็ตามที่ระดับโคเลสเตอรอลในร่างกายของเราต่ำเกินไปก็จะมีผลกับภูมิคุ้มกันของร่างกายที่แย่ลง เมื่อภูมิคุ้มกันต่ำแล้วเซลล์มะเร็งก็จะเกิดได้ง่ายขึ้น

หลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะ

ผู้หญิงส่วนมากนั้นชอบกลั้นปัสสาวะจนเคยตัว บางครั้งก็เกิดจากความขี้เกียจบ้าง ห้องน้ำไม่สะอาดบ้าง หรือนั่งรถอยู่หาห้องน้ำไม่ได้ ซึ่งการกระทำเหล่านี้ จะส่งผลร้ายต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก เพราะน้ำปัสสาวะเป็นของเสีย ยิ่งอยู่นิ่งเป็นเวลานานจากการอั้นก็จะเกิดการสะสมของเชื้อโรคในกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งส่งผลให้เกิดเซลล์มะเร็งขึ้นมาได้

หลีกเลี่ยงการตากแดด

ในแสงแดดมีทั้งรังสี UVA, UVB ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนัง ดังนั้นเวลาออกไปข้างนอกหรืออยู่กลางแจ้งให้กางร่มหรือสวมเสื้อแขนยาวคลุมร่างกายรวมถึงทาครีมกันแดดในปริมาณที่เพียงพอ เพื่อป้องกันแสงแดด เนื่องจากแสงแดดเป็นรังสีที่จะไปกระตุ้นให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้

เมื่อทุกคนได้รับทราบถึงแนวทางในการป้องกันการเกิดมะเร็งเช่นนี้แล้ว ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้นำไปปฏิบัติกันในชีวิตจริง เพราะไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำและก็คุ้มค่าเมื่อเทียบกับผลที่จะได้รับ

« Older posts