เชื่อหรือไม่ว่าสุขภาพจิตมีความเชื่อมโยงกับโรคมะเร็งได้ เพราะโรคมะเร็งเป็นโรคเรื้อรังและส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของผู้ป่วยและญาติมิตรเป็นอย่างมากไม่แพ้โรคเรื้อรังอื่น ๆ เนื่องจากว่าในระหว่างที่ผู้ป่วยรับการรักษาตัวนั้น ต้องเผชิญกับภาวะความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งจากความคิด ความรู้สึกจากตัวผู้ป่วยเอง และจากแนวทางการรักษาที่มีผลต่อร่างกายและจิตใจต่อผู้ป่วยโดยตรง สิ่งที่ผู้ป่วยต้องการเป็นอย่างมาก คือ กำลังใจ ในขณะเดียวกันญาติผู้ป่วยและคนรอบข้างก็ต้องการกำลังใจดังกล่าวนี้ด้วย ตัวอย่างเช่น ที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศที่พบว่ามีอัตราการฆ่าตัวตายสูงอันเนื่องมาจากความเครียด

3.1

โดยหนึ่งในสาเหตุของการฆ่าตัวตาย ก็คือ ต้องการหนีจากสภาพที่ต้องคอยดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็ง ไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ พี่ น้อง หรือญาติของตนก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าผู้ป่วยจะมีสภาวะอารมณ์ที่แปรปรวน หงุดหงิด โมโหง่าย ไม่ต้องการให้ใครมาขัดใจ เรียกได้ว่าลักษณะนิสัยและอารมณ์เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว เมื่อเทียบกับช่วงที่ยังไม่ป่วย เพราะเหตุนี้เอง คนญี่ปุ่นจึงหนีปัญหาดังกล่าวด้วยการฆ่าตัวตาย เพราะรู้สึกรับไม่ได้กับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของบุคคลใกล้ชิด และเหนื่อยกับการที่ต้องทนแบกรับความรู้สึกทุกข์ทรมานของผู้ป่วยเอาไว้ได้ รวมถึงรู้สึกทนไม่ไหวที่ต้องเห็นสภาพที่เลวร้ายทั้งด้านอารมณ์และร่างกายของบุคคลอันเป็นที่รัก และก็คิดว่าเหตุการณ์ในลักษณะนี้ก็คงมีโอกาสเกิดกับประชากรในประเทศอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

ดังนั้น การดูแลสุขภาพจิตถือเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างมาก สำหรับตัวผู้ป่วยเองและบุคคลใกล้ชิด เพื่อให้สามารถประคับประคองผู้ป่วยให้ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องจนจบขั้นตอนการรักษา รวมถึงช่วยประคับประคองความรู้สึกของบุคคลใกล้ชิดที่คอยดูแลผู้ป่วย ให้สามารถมีส่วนร่วมในการรักษาพร้อมไปกับผู้ป่วยได้ตลอดรอดฝั่ง ในเบื้องต้น เราสามารถที่จะประเมินปฏิกิยาของผู้ป่วยเมื่อรับทราบว่าตนเองเป็นมะเร็งได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพื่อจะได้ประเมินสถานการณ์สำหรับเตรียมความพร้อมที่จะรับมือในการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็ง โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมีลักษณะอาการดังต่อไปนี้

3.2

– ช๊อคตกใจ  ภาวะนิ่งชะงักเมื่อได้รับข่าวร้าย

– ปฏิเสธ จิตใจยังไม่สามารถยอมรับข้อมูลที่เป็นสิ่งคุกคามต่อความปลอดภัยในชีวิตได้ มีการปฏิเสธ รูปแบบพฤติกรรมอาจเป็น ขอตรวจซ้ำ เปลี่ยนที่ตรวจ หรือเพิกเฉยเสมือนไม่เคยรับรู้ข้อมูลนี้เลย

– โกรธ แปรรูปมาจากความคิดว่า “ทำไมต้องเป็นฉัน” “ทำไมไม่เป็นคนอื่น” และอาจระเบิดอารมณ์ผิดหวังนี้ต่อคนใกล้ตัว คนแจ้งข่าว บุคลากรที่รักษา หรือแม้แต่โกรธตัวเอง

– ต่อรองกับความคิด โดยคิดบนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า สิ่งร้ายที่จะมาอาจไม่ร้ายอย่างที่คิด อาจมีทางบรรเทาหรือรักษาให้หาย หลายท่านไปหันไปหาการรักษาแผนต่าง ๆ นอกเหนือจากการรักษาแผนปัจจุบัน ผู้เป็นโรคอาจเกิดหรือสร้างความหวังเกินจริงจากการรักษาได้ หรือเข้าข่ายหลอกตัวเองนั่นเอง

– เศร้า เมื่อข่าวร้ายยังคงอยู่ รู้สึกหมดหวังในการต่อสู้ต่อรอง ปฏิเสธทางช่วยเหลือที่คนอื่นเสนอเพราะไม่เห็นทางออกที่ดีเลยในโรคที่เป็น  คิดโทษตัวเองต่าง ๆ นานา ข้อนี้ต้องระวังเป็นพิเศษเพราะอาจส่งผลให้ผู้ป่วยกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้

3.3

จิตใจของผู้ป่วยโรคมะเร็งนั้นมีความบอบบางและอ่อนไหวเป็นพิเศษ เพราะจมกับความฝังใจที่ว่าเป็นโรคที่ไม่มีโอกาสหาย ดังนั้น คนใกล้ชิดจึงมีบทบาทสำคัญในการที่จะประคับประคองผู้ป่วย ปรับทัศนคติของผู้ป่วยให้มองโลกมองชีวิตในเชิงบวกมากยิ่งขึ้น ก็เพื่อประโยชน์ทั้งต่อตัวผู้ป่วยเองและคนใกล้ชิด ให้มีสภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง พร้อมที่จะเผชิญความเลวร้ายไปด้วยกัน จนบรรลุความสำเร็จในการรักษาในที่สุด ถึงแม้บางครั้งจะพบว่าโอกาสรอดแทบไม่มี แต่อย่างน้อยก็ช่วยทำให้จิตใจและความรู้สึกของผู้ป่วยไม่เลวร้ายจนเกินไปนัก และสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับช่วงเวลาที่ยังเหลืออยู่ของชีวิตได้